ทำไมถึงเป็นหมอ 4 เรื่องเล่าจากชีวิตจริงของหมอแพร พิชามญชุ์ ที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ เรื่องราวการเติบโตและประวัติของคุณหมอแพรแต่คุณเชื่อไหมว่าคุณหมอแพรจริงๆแล้ว “ไม่ได้อยากเป็นหมอแต่แรก!!”
แพทย์หญิง พิชามญชุ์ เอกพฒนาพาณิชย์ หรือที่คนไข้เรียกกัน “คุณหมอแพร” เป็นคุณหมอผู้หญิงที่เข้าใจผู้หญิงด้วยกัน คุณหมอ น่ารัก ขี้เล่น เฟลนลี่เข้าถึงง่าย พูดเข้าใจง่ายมีความอบอุ่น ทำให้คนไข้ผู้หญิงหลายคนไว้ใจที่จะทำหัตถการกับคุณหมอแแต่ทำไมคุณหมอแพรจริงๆแล้ว “ไม่ได้อยากเป็นหมอ!!” แล้วอะไรคือแรงบัลดาลใจของเธอ

ประวัติคุณหมอแพร พญ.พิชามญชุ์ เอกพัฒนาพาณิชย์
การศึกษา เรียนมัธยมต้นที่ โรงเรียนหญิงล้วน จังหวัดสมุทรปราการ เรียนมัธยมปลายโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาเขตพญาไทย และได้มาเรียนต่อมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ คณะแพทยศาสตร์ โครงการแพทย์ชนบทเรียน3ปีและได้ไปเทรนต่อที่โรงพยาบาลที่ จังหวัดชลบุรี จนได้เข้ามา เรียนต่อแพทย์เฉพาะทางที่ โรงพยาบาลศิริราช
คุณหมอฝันอยากเป็นหมอตั้งแต่ครั้งแรกไหมหรือมีความฝันอย่างอื่น?
“จริงๆตอนเด็กอยากเรียนวิศวะไฟฟ้าเพราะว่าตอนแรกที่บ้านมีธุรกิจคุณพ่อมีธุรกิจอยู่เกี่ยวกับด้านวิศวะกรรมก็เลยแบบเป็นลูกคนโตก็เลยแบบเหมือนก็พ่อก็มองไว้ว่าก็อาจจะไปสืบทอดธุรกิจต่อหรือเปล่าอะไรตอนนั้นก็เลยมีความคิดว่าอยากไปเรียนเกี่ยวกับวิศวะไฟฟ้าเพราะว่ามันค่อนข้างไปในแนวนั้นแต่..ว่าเหมือนพอจังหวะมาหาตอนจะเข้ามหาลัยตอนสอบเข้าเลยมันดันมีตัวแปรที่ว่าน้องๆอยากเรียนหมอคุณแม่ก็แบบเออลองแบบไปลองสนามให้หน่อยก็เลยได้ไปสอบข้อสอบที่ใช้ยื่นเพื่อเข้าแพทย์เพราะว่าปีสมัยนั้นมันเป็น (GAT) (PAT) แล้วก็เป็นพยายามไปสอบให้ให้รู้สนามเฉยเฉยแต่ว่าไม่ได้คาดหวังที่จะเข้าตอนนั้นยังอยากเข้าวิศวะอยู่เลยแล้วทำให้จับพัดจับผูสอบติดปีนั้นมันมีการเรียกตัวสำรองเยอะก็เลยไม่เข้าเขาถามว่าสอบติดเองจริงไหมก็ไม่ถึงแต่ว่าเรียกตัวสำรองเยอะก็เลยไปถึงปีนั้นก็เลยทำให้สอบติดเป็นโครงการแพทย์ชนบทค่ะ”
อะไรคือแรงบันดาลใจ ของคำว่า “ทำไมถึงเป็นหมอ”
“ตั้งแต่แรกเหมือนตอนเด็กๆก็เป็นคนที่หมายถึงที่บ้านน่าจะมีความปลูกฝังให้ชอบช่วยเหลือคนอื่นแล้วก็เห็นใจคนอื่นค่อนข้างเยอะเคยมีเคยมีแบบไอดอลในใจตัวเองก็เป็นบุคคลที่แบบเท่มากอะไรอย่างเงี้ยก็ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบุคคลที่ช่วยเหลือคนอื่นก็ เช่น แม่ชีเทเรซา(Mother Teresa) หรือเป็นคุณนางพยาบาลฟลอเรนซ์ไนติงเกล (Florence Nightingale) แบบระบบการพยาบาลตั้งแต่สมัยเก่าให้ทันสมัยขึ้นแล้วก็ดูแลผู้ป่วยที่ดีขึ้นซึ่งก็ยังคงเป็นไอดอลจนถึงทุกวันนี้ในการดูแลผู้ป่วยเป็นมาตั้งแต่ก่อนฝันที่อยากเรียนวิศวะน่าจะเป็นทางที่ลิขิตมาเลยแบบเลือกไปแล้วก็ใช้ตรงนี้เป็นแรงบันดาลใจ”
เส้นทางของ “การเป็นหมอ” จุดเริ่มต้นจากแรงบันดาลใจเป็นยังไงบ้าง
“ก็เข้าไปเรียนหมอแบบอ้าวสุดท้ายก็เรียนค่ะก็เลยโชคดีที่ว่าตอนที่เข้าไปเพื่อนมีมาจากมอปลายมันค่อนข้างเยอะจากโรงเรียนเดียวกันบางคนก็มาจากสายเดียวกันก็เกาะกลุ่มเพื่อนเรียนไม่ได้คาดหวังว่าต้องแบบเป็นที่หนึ่งอะไรเอาแค่ให้เรียนแล้วไม่ตายเรียนแล้วมีความสุขก็พอเรียนด้วยทำกิจกรรมเรียนก็จะกลางๆแค่ไม่สอบตกแล้วกิจกรรมก็คือทุ่มเต็มที่อันไหนรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่อยากทำก็จะทำส่วนใหญ่ก็จะเป็นกิจกรรมแบบฝ่ายพัฒนาสังคมรู้สึกว่าเอออยากไปอยากไปใช้ชีวิตดูว่าคนอื่นใช้ชีวิตที่มันแตกต่างจากที่เราเคยใช้ว่าเป็นยังไงเราสามารถทำอะไรเพื่อพัฒนาเขาได้แบบช่วยเหลือเขาตรงไหนได้บ้างอะไรด้วยศักยภาพที่เรามี”
คุณหมอได้ “เรียนรู้” อะไรบ้างบนเส้นทางนี้
“ ได้รู้ว่าโลกมีทุกแบบเลยเราไม่เคยรู้ว่าโลกที่คนอื่นๆเขาไม่ได้อยู่ในวงนี้ของเราอะมันมันเป็นยังไงจังหวะเรามาเป็นหมอแล้วอะเราเห็นคนตั้งแต่แบบคนจรข้างทางไปจนถึงคนที่มีทุกอย่างเลยอะไรแต่จังหวะที่เขาเข้ามาคือเขาก็ป่วยเนาะความป่วยมันทำให้เรารู้ว่าเออสุดท้ายแล้วมันไม่มีอะไรจีรังเลยต่อให้คุณมีเงินมากแค่ไหนเมื่อไหร่ที่คุณป่วยคุณก็คือคุณป่วยอืมคุณอาจจะป่วยสบายกว่าคนอื่นนิดนึงแบบเตียงอาจจะใหญ่มีญาติมาเฝ้าได้เยอะเยอะแต่ว่าสุดท้ายคุณก็ป่วยมันคือความเจ็บป่วยที่มันเลี่ยงไม่ได้ก็รู้สึกว่าความป่วยดันเป็นทุกอย่างที่connextคนให้กลับมาแบบอยู่ในจุดที่แบบเราก็ยังเป็นคนเท่ากันรู้สึกแบบเออชีวิตมันโหดนะคือสมัยเรียนเราก็แค่เรียนๆเราไม่เคยต้องเจอกับความเจ็บปวดในรูปแบบของการสูญเสียใครต้องสัมผัสเรื่องพวกนั้นแต่พอมาเจอเข้าจริงๆก็รู้สึกโอเคช็อกอยู่ปรับตัวนานอยู่ค่ะตอนที่ต้องแบบไปเจอคนไข้จริงแล้วพอมันอยู่มาได้สักพักก็เลยรู้สึกว่าเออมันก็อย่างที่บอกมันมีความไม่จีรังของชีวิตแล้วก็รู้สึกว่าตรงหน้าเนี่ยเราก็ทำให้มันดีที่สุดดูแลคนไข้ของเราให้ดีที่สุดแล้วก็เราก็เมื่อเป็นเวลาส่วนตัวเราก็กลับไปดูแลเราคนของเราให้ดีที่สุดเหมือนกัน ”
เรื่องราวเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัวตน ของคุณหมอแพร

นอกจากบทบาทของคุณหมอในห้องผ่าตัดที่หลายคนคุ้นเคยหมอแพรยังมีอีกหลายมุมที่อบอุ่นและเป็นธรรมชาติ ทั้งเรื่องราวเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันวิธีดูแลสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ที่เรียบง่ายแต่มีความหมาย รวมถึงแนวคิดการใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยพลังบวกสำหรับหมอแพร “ความสุข” ไม่ได้มาจากแค่การได้รักษาคนไข้ให้ยิ้มได้แต่ยังมาจากการได้ใช้ชีวิตอย่างสมดุล ดูแลตัวเองในแบบที่เหมาะกับตัวเองใช้เวลาคุณภาพกับครอบครัว และได้ทำสิ่งที่รักในทุก ๆ วันเพราะเธอเชื่อว่าความสุขที่แท้จริง เริ่มต้นจากใจที่สงบและตั้งใจทำทุกสิ่งด้วยความหมายในทุกวันของหมอแพร มักเต็มไปด้วยพลังจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายยามเช้า การอ่านหนังสือดี ๆ ก่อนนอนหรือแม้แต่การได้เห็นรอยยิ้มของคนไข้หลังการรักษาทั้งหมดกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้เธอยังคงพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่องและเป็นเหตุผลที่ทำให้ “การเป็นหมอ” ของเธอ ไม่ใช่แค่อาชีพแต่คือเส้นทางชีวิตที่เลือกด้วยหัวใจตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้
เป็นคนนิสัยยังไง? “ เป็นคน Introvert แบบ 80% ถ้าใครไม่เคยเจอคนIntrovert ชอบอยู่ในสังคมที่ตัวเองรู้ว่าตัวเองปลอดภัยการออกไปโซเชียลข้างนอกก็จะไม่ค่อยรู้สึกสบายตัวเท่ารู้สึกไม่ค่อยเข้ากับคนอื่นที่เวลาไปโซเชียลข้างนอกแต่ว่าถ้ามีเรื่องที่คุยแล้วถูกคอก็ไปยาวแต่ว่าจริงๆเป็นคนใจดีนะยกเว้นตอนขับรถ”
เวลาว่างชอบทำอะไร? “ เวลาว่างชอบนอนค่ะมีเวลานอนได้ก็นอนก่อนถ้าเกิดว่าไม่นอนเต็มที่แล้วก็อาจจะเป็นอารมณ์แบบดูหนังฟังเพลงค่ะทำงานบ้านเล็กน้อยแต่ก็พยายามที่จะหาเวลาเพื่อออกไปดูโลกข้างนอกแล้วก็สิ่งที่เพิ่งค้นพบล่าสุดก็คือตัวเองเป็นคนชอบธรรมชาติได้เสพความเขียวก็รู้สึกสบายใจขึ้น”
อาหารที่ชอบทาน? “อาหารไทยชอบสุดคือพะแนงเนื้อแล้วก็ผัดไทยวุ้นเส้นฝั่งยุโรก็อาหารอิตาลีง่ายสุดพิซซ่า”
สิ่งของที่ชอบ? ชอบกล้องแต่ไม่ถึงขั้นสะสมเพราะว่าตังค์ไม่พอเราก็ซื้อแค่เอาที่ไหวแล้วก็ชอบเล่นกล้องพยายามขุดกล้องออกมาถ่ายนู่นถ่ายนี่ชอบถ่ายรูปแต่ไม่ชอบให้ตัวเองอยู่ในในเฟรมแล้วก็สิ่งที่ชอบถ่ายก็มักจะเป็นดอกไม้ใบหญ้าธรรมชาติเขียวเขียวหรือวิวอ๋อแล้วก็อีกอย่างที่ชอบคือชอบบ้านชอบไปดูบ้านว่าอยากอยากอยากสร้างบ้านเป็นของตัวเองแล้วก็ชอบดูบ้านมากชอบดูไอเดียชอบดูของตกแต่งอะไรอย่างเงี้ยค่ะชอบไปเล่นกับของเล่นบ้านและก็ชอบหมาแมวจริงจริงเมื่อก่อนเป็นเป็นเด็กกลัวสัตว์ทุกชนิดแม้กระทั่งปลาแบบปลาที่มันตอดก็ไม่ชอบแต่ว่าโตมาคือที่บ้านเลี้ยงหมาแต่ก็ไม่ได้เลี้ยงอยู่ในบ้านเดียวกันก็เลยหมายถึงว่าเลี้ยงอยู่นอกบ้านนอกอาคารบ้านให้เขาเฝ้าบ้านเนี่ยก็เลยไม่ได้ไม่ได้เล่นกับเขาขนาดนั้นไม่ได้ชอบขนาดนั้นแต่ว่าโตขึ้นมาแล้วรู้สึกว่าชอบหมาแมวมากขึ้นอาจจะเพราะเราตัวโตขึ้นแล้วอะไรอย่างเงี้ยเราเราไม่ต้องกลัวเขาแล้วแต่ว่าหมาตัวใหญ่ใหญ่ก็ยังกลัวอยู่นะยังมีความแบบนิดนึงเล่นได้แต่เธอเบาหน่อยถ้าหมาตัวเล็กก็อาจจะเล่นได้เลยอุ้มได้แล้วก็เพิ่งมาเจอว่าตัวเองเล่นกับแมวได้ก็ตอนโตขึ้นมาและตอนแบบตอนจบหมอแล้วด้วยซ้ำเพราะว่าน้องตอนเด็กก็ไม่เพราะแม่ชอบขู่ว่าแมวจะมาข่วนนะบอกแล้วว่าโพรเทคทีฟพอสมควรจนกระทั่งน้องไปเอาแมวแมวจรมาเลี้ยงก็เลยช่วยเลี้ยงตั้งแต่นางเด็กเด็กก็เลยรู้สึกว่าอ้าวมันน่ารักดีนี่หว่าก็เลยเริ่มเล่นกับแมวเล่นกับหมาเป็นแหละ ”
คุณหมอเคยรู้สึก“ท้อแท้” ตอนเรียนไหม? “ท้อตลอดค่ะจะสอบทีไรท้อตลอดเลยไม่ใช่เด็กชอบอ่านหนังสือแล้วก็เป็นคนไม่ชอบจำเลยรู้สึกว่ามันไม่ที่ต้องมานั่งจำอะไรที่แบบอะไรที่มันจำอะไม่ชอบ Make senseวิชาชีวะอะไรมันมันไม่ได้มาจากการคำนวณอะอะไรที่มันคำนวณแล้วมันคิดออกมาได้เป็นสูตรมันจบไงเหมือนอารมณ์แบบสมัยสมัยมอปลายเราเรียนฟิสิกส์เคมีชีวะเนาะฟิสิกส์กับเคมีมันจะมีความแบบคือฟิสิกส์มันจะคำนวณจ๋าเนาะเคมีมันจะมีความแบบกึ่งคำนวณกึ่งจำนิดหน่อยมันต้องมีสูตรมีแบบมีตารางธาตุอะไรอย่างเงี้ยที่มันจะต้องมีความจำด้วยคำนวณด้วยประมาณชีวะสำหรับตัวเองรู้สึกว่าจำล้วนไม่มีอะไรจะมาแบบไม่มีอะไรได้ไม่มีอะไรมาคำนวณได้เลยมันคือการจำล้วนรู้สึกว่าจริงจริงไม่ได้ชอบตั้งแต่แรกอะไรที่มันต้องใช้ความจำเข้ามาเรียนก็ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เลยเพราะว่ามีอะไรให้จำเยอะขึ้นกว่าเดิมมากมากอะไรอย่างเงี้ยก็อย่างที่บอกก็เลยท้อแท้เรื่อยเรื่อยเมื่อไหร่จะสอบก็ท้อแท้เมื่อไหร่ไม่สอบใช้ชีวิตไปก่อนตอนจะสอบค่อยว่ากันอีกทีแต่ว่าอะไรที่มันทำให้หลุดจากความท้อแท้มันได้ก็เพื่อนเนี่ยแหละรู้สึกว่าตอนสมัยเรียนเพื่อนช่วยกันเรียนนะคะถ้าเราหากลุ่มเพื่อนที่มันแบบอ่านหนังสือเป็นกลุ่มด้วยกันน่ะมันก็โอเคค่ะเหมือนตอนนั้นมองว่ามันเป็นเส้นทางที่มันต้องไปอยู่แล้วอะไม่ได้รู้สึกว่าคือถามว่าเหนื่อยไหมแต่มันรู้สึกว่าถ้าเราไปไม่ถึงมันก็เหมือนยังไม่สุดในมุมมองของเราตอนนั้นนะคะก็รู้สึกว่าเออมันมันมีอะไรที่ต้องให้รู้อีกเยอะเลยมีอะไรที่ต้องที่รู้สึกว่าอยากจะพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆก็เลยยังก็เลยตอนนั้นก็เลยตัดสินใจเรียนต่อแบบต่อไปเรื่อยๆค่ะ”
คุณหมอมองตัวเองในอนาคตข้างหน้ายังไงและยังคงเดินตามเส้นทางจากแรงบันดาลใจนี้ไหม? “จริงๆมองว่าอยากยังคงอยากยึดเรื่องของอยากช่วยเหลือคนอื่นค่ะขึ้นอยู่กับรูปแบบเชื่อว่าไม่ใช่ทุกคนจะต้องการการช่วยเหลือแบบเดียวกันไม่ใช่ทุกคนที่อยากได้โอกาสเพื่อทำอะไรแบบเดียวกันไม่ใช่ทุกคนจะต้องการความช่วยเหลือแบบเดียวกันร้อยเปอร์เซ็นต์อยากช่วยคนให้ได้หลายแบบในกรณีอยากช่วยเด็กน้อยเรื่องแบบโอกาสที่จะได้เข้าถึงการศึกษาแล้วก็การรักษาโรคส่วนในแง่ของการแบบทางความสวยงามเพิ่มความมั่นใจชที่เราทำอยู่เราก็อยากแบบว่าเป็นแพทย์ที่ทุกคนยอมรับแล้วก็รู้สึกว่าเราทำออกมาได้ดีแล้วก็อยู่ในอยู่ในโพซิชั่นที่ทุกคนรู้สึกว่าโอเคเราเป็นบุคคลที่ถ้าเขาคิดถึงเรื่องนี้คือมีเราอยู่ในลิสต์นั้นแค่นั้นก็พอแล้วค่ะ ”
อยากฝากอะไรถึงคนรุ่นใหม่ที่อยากเป็นหมอในเส้นทางนี้เหมือนกัน? “จากใจคนที่ไม่ได้อยากเป็นหมอตั้งแต่แรก“รู้สึกว่าในมุมมองของตัวเองที่ไม่เคยอยากเป็นหมอเนาะก็รู้สึกว่ามันมันมีอะไรให้ศึกษาเยอะมากมองกลับมองตัวเองกลับไปตอนนั้นเนาะไม่เคยอยากเป็นหมอเพราะรู้สึกว่าเราไม่เข้าถึงการเป็นหมอส่วนนึงเพราะว่าสมัยนั้นเราเข้าแต่โรงบาลเอกชนคุณพ่อคุณแม่ไม่ได้พาเข้าโรงบาลรัฐอาจจะมีเงินนิดหน่อยพาเข้าเอกชนแต่เราก็ไม่ได้เจ็บป่วยเยอะอะไรด้วยก็เลยออกมาในรูปแบบที่มันดูสบายอาจจะดูงานชิลได้เงินเยอะแต่ก็อย่าลืมว่าจังหวะกว่าจะมาถึงนี่ได้อะมันใช้ความอดทนความพยายามแล้วก็หลายหลายอย่างมากกว่ามันจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้ก็สำหรับน้องๆที่อยากเป็นก็อยากให้อยากให้ลองลองไปศึกษาดูหน่อยว่าลักษณะงานที่ต้องทำงานด้านทางด้านสุขภาพเนี่ยมันต้องผ่านอะไรมาบ้างถ้ารู้สึกว่านั่นไม่ตอบโจทย์ก็เชื่อว่าจริงๆปัจจุบันโลกมีอาชีพอะไรผุดขึ้นมาใหม่เยอะมากแล้วก็อาจจะได้เงินดีพอกันด้วยถ้าคุณมีเส้นทางที่เหมาะเพราะงั้นก็อยากแค่ให้น้องๆที่อยากเป็นหมอได้ได้ลองเปิดโลกตัวเองในมุมมองของสาธารณสุขก่อนเราลองเปิดใจให้กับอะไรหลายอย่างก่อนเพราะอย่างที่บอกค่ะโลกเดี๋ยวนี้เปิดกว้างมากอืมแล้วก็ไม่ใช่แค่หมอแหละที่มันเป็นอาชีพอันดับต้นๆอาชีพอื่นก็สามารถทำเงินได้ดีเหมือนกันอาจจะไม่ต้องใช้แรงงานเยอะเท่านี้ด้วยก็ได้ก็ก็ลองดูค่ะสู้ๆสำหรับทุกคนเลยค่ะ”
และในปัจจุบันคุณหมอแพรได้เป็นหมอตัดหนังหน้าท้องที่คิวไพร์มสำหรับเธอ “การตัดหนังหน้าท้อง” ไม่ใช่เพียงศัลยกรรมเสริมความงาม แต่คือกระบวนการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ โดยเฉพาะคุณแม่หลังคลอดหรือผู้ที่ผ่านการลดน้ำหนักอย่างมากจนมีผิวหนังส่วนเกิน เธอมองว่าการผ่าตัดนี้ช่วยคืนคุณภาพชีวิตให้คนไข้ได้อย่างแท้จริงทุกเคสที่คุณหมอแพรลงมือทำจะผ่านการประเมินอย่างละเอียดทั้งโครงสร้าง กล้ามเนื้อ และความต้องการของแต่ละคน เพื่อออกแบบผลลัพธ์ที่ “สวยงาม ปลอดภัย และเป็นธรรมชาติที่สุด” เพราะสำหรับเธอ ศัลยกรรมที่ดีไม่ใช่แค่เปลี่ยนรูปร่าง แต่ต้องคืนความมั่นใจและความสุขให้คนไข้ได้ด้วย

แรงบันดาลใจและจุดเริ่มต้นจากคำว่า “ทำไมถึงเป็นหมอ” ของคุณหมอแพร พิชามญชุ์ ไม่ได้หยุดอยู่แค่การเป็นแพทย์ทั่วไป แต่ต่อยอดสู่ความเชี่ยวชาญในการผ่าตัด ตัดหนังหน้าท้อง เพื่อช่วยผู้คนให้กลับมามีความมั่นใจในรูปร่างอีกครั้ง “หน้าท้องที่เรียบสวย อาจเปลี่ยนได้ด้วยมีดหมอ แต่รอยยิ้มหลังการรักษาเท่านั้น…ที่ทำให้หมอรู้ว่าตัวเองเลือกอาชีพไม่ผิด”
ชมรีวิวเพิ่มเติมเคสตัดหนังหน้าท้องคุณหมอแพร



อ่านเรื่องราวการทำงานเพิ่มเติมของคุณหมอแพร แพทย์หญิง พิชามญชุ์ เอกพัฒนาพาณิชย์ ได้ที่
👉 Thai Medical Council
👉 Qprime Clinic Official Website